CoQ 10 คืออะไร ??

CoQ 10 คืออะไร ??

มาทำความรู้จักกับ Coenzyme Q10 หรือ CoQ10

            Coenzyme Q10 หรือ CoQ10 เป็นสารคล้ายวิตามินที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมีบทบาทในการเพิ่มพลังงานให้แก่เซลล์ที่ใช้เป็นพลังงานในร่างกาย เป็นสารสำคัญในการสังเคราะห์ ATP ซึ่งเปรียบได้กับขุมพลังงานของเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย CoQ10 เป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ จึงมีส่วนในการช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ ได้  

  CoQ10 เป็นสารที่ร่างกายสามารถผลิตได้เองโดยธรรมชาติและมีความจำเป็นต่อร่างกาย CoQ10 จะพบในเซลล์ทุกเซลล์ที่มีชีวิตในร่างกายโดยจะอยู่ที่ส่วนเยื่อหุ้มของไมโตคอนเดรีย (Mitochondrial) ที่ทำหน้าที่ในการผลิตพลังงานให้กับเซลล์ต่าง ๆ ในรูปของ ATP (Adenosine Triphosphate) ซึ่งเป็นพลังงานพื้นฐานของเซลล์ต่าง ๆ นั่นเอง

    CoQ10 จะถูกพบมากในอวัยวะที่ต้องการพลังงานสูงซึ่งจะมีจำนวนไมโตคอนเดรียเป็นจำนวนมาก เช่น หัวใจ ตับ กล้ามเนื้อ สมอง ส่วนอวัยวะอื่น ๆ ก็พบได้เช่นกันแต่พบค่อนข้างน้อย เนื่องจากอวัยวะนั้น ๆ ต้องการพลังงานน้อยจึงมีจำนวนไมโตคอนเดรียน้อย ทำให้ CoQ10 ที่อยู่ในส่วนเยื่อหุ้มของไมโตคอนเดรีย น้อยตามไปด้วยนั่นเอง

   ทั้งนี้ การที่ระดับของ CoQ10 ลดลง จะส่งผลเสียให้ร่างกายไม่สามารถแปลงพลังงานจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ให้อยู่ในสภาพที่ร่างกายจะนำไปใช้ได้ จึงทำให้เกิดการเจ็บป่วย ร่างกายอ่อนเพลีย และอาจเกิดระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมสภาพตามมาได้อีกด้วย

ร่างกายได้รับ CoQ10 มาจากที่ไหนบ้าง

CoQ10 ตามธรรมชาติของร่างกาย สามารถเกิดขึ้นเองภายในเซลล์ของอวัยวะที่ต้องการพลังงานสูงเช่น หัวใจ ตับ ไต และยังพบที่เซลล์อื่น ๆ อีก เช่น ที่ผิวหนังชั้นหนังกำพร้า และหนังแท้ ซึ่งก็จะพบในจำนวนที่แตกต่างกันออกไปตามจำนวนของไมโตคอนเดรีย (Mitochondrial) เนื่องจาก CoQ10 อยู่ที่ส่วนเยื่อหุ้มของไมโตคอนเดรียนั่นเอง


นอกจากนี้ร่างกายยังสามารถได้รับ CoQ10 จากการรับประทานอาหารดังนี้

  • อาหารจำพวกปลาที่ส่วนเนื้อมีไขมันเป็นองค์ประกอบมาก เช่น น้ำมันปลา ปลาทะเลน้ำลึก ปลาทู ปลาซาบะ ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ปลาแซลมอน
  • เนื้อสัตว์ประเภทไก่ ไข่ เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ตับ ไต หัวใจ
  • ถั่ว เมล็ดธัญพืชที่ไม่ขัดขาว
  • ผลไม้เปลือกแข็งผักเช่น บล็อคโคลี่ ปวยเล้ง  
  • อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์จากนม น้ำมันถั่วเหลือง ผัก รำข้าว ซีเรียล

CoQ10 มีความสำคัญต่อร่างกายอย่างไร

       คุณสมบัติเด่นของ CoQ10 คือเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ สามารถชะลอความเสื่อมโทรมของร่างกายได้ โดยเฉพาะบริเวณผิวหนังที่ CoQ10 จะช่วยสร้างพลังงานให้กับผิวเพื่อใช้ในการแบ่งเซลล์ผิวหนังใหม่ๆเพิ่มมากขึ้นทดแทนเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพไป ทำให้ริ้วรอยต่าง ๆ สามารถลดลงและเลือนหายไปได้
     และนอกเหนือจากคุณสมบัติในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และชะลอความเสื่อมโทรมของร่างกายได้แล้วนั้น CoQ10 ยังมีคุณสมบัติในการมีส่วนช่วยให้การทำงานของหัวใจดีขึ้น เสริมระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันและรักษาโรคเหงือก โรคความดันโลหิตสูง โรคคลอเรสเตอรอลสูง และ ยังมีประโยชน์อีกมากมาย ดังนี้

  • CoQ10 สารต้านอนุมูลอิสระที่พบได้ในทุกเซลล์ของสิ่งมีชีวิต มีความสำคัญอย่างมากต่อการสร้างพลังงานให้แก่เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย ดังนั้นจึงมีคุณสมบัติเกี่ยวกับการลดการเกิดริ้วรอยตามวัย และชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนังจากรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ในแสงแดดได้ โดย CoQ10 เป็นสารต้านออกซิเดชั่น (Antioxidant) จะไปป้องกันไม่ให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่จะทำให้อนุมูลอิสระไม่สามารถที่จะทำอันตรายต่อผิวหนังได้ ทั้งนี้ CoQ10 พบได้มากที่ผิวหนังชั้นนอก (Epidermis) มากกว่าที่ผิวหนังชั้นใน (Dermis) ซึ่งผิวหนังชั้นนอกเป็นชั้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากรังสี UVA การมี CoQ10 บริเวณผิวหนังชั้นนอกจึงเป็นข้อดีอีกประการหนึ่งที่จะช่วยขจัดอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุของริ้วรอยและความหมองคล้ำได้นั่นเอง นอกจากนี้ CoQ10 ยังเปรียบเสมือนแหล่งผลิตพลังงานชั้นดีให้กับเซลล์ผิวหนังอีกด้วย
  • CoQ10 มีความสำคัญอย่างมากต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย เพราะถ้าหากร่างกายขาด Coenzyme Q10 เซลล์ในร่างกายจะหยุดทำงานทันที เพราะไม่สามารถผลิตพลังงานต่าง ๆ ให้แก่เซลล์ได้นั่นเอง
  • CoQ10 มีคุณสมบัติคล้ายกับวิตามินอี คือ ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ และช่วยเพิ่มพลังงานที่สำคัญให้แก่ร่างกาย รวมถึงช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่าง ๆ ในร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • CoQ10 มีส่วนช่วยในโรคเกี่ยวกับเหงือก เนื่องจากเหงือกทำหน้าที่ในการยึดและพยุงฟันให้คงอยู่อย่างสมดุลในช่องปาก และโรคเหงือกที่เป็นปัญหาและพบได้บ่อย ๆ ล้วนเกิดจากคราบจุลินทรีย์ที่ถูกปล่อยให้สะสมอยู่บนตัวฟัน ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อต่าง ๆ CoQ10 ในร่างกายจะมีคุณสมบัติในการช่วยลดและบรรเทาอาการเหงือกบวม รวมถึงอาการฟันโยก (Periodontitis) ได้ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยรักษาโรคเหงือก และชะลอความผิดปกติและการดำเนินของโรคพาร์กินสันได้อีกด้วย
  • CoQ10 สำคัญมากในผู้สูงอายุ เนื่องจากสภาพร่างกายจะเสื่อมโทรมตามอายุที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง การรับประทาน CoQ10 จะช่วยในการสร้างพลังงานให้แก่เซลล์ และสร้างเซลล์ใหม่ ๆ ทดแทนเซลล์เก่าที่เสื่อมสภาพ ทำให้ร่างกายรู้สึกเหมือนมีพลังขึ้นมาทันที ทั้งนี้ในผู้สูงอายุโรคที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของระบบประสาท สามารถพบได้มากที่สุด การได้รับ CoQ10 เข้าไปในร่างกาย จะสามารถช่วยป้องกันโรคดังกล่าวได้เนื่องจากใน CoQ10 มี ฟีนีลอะลานิน (Phenylalanine) ซึ่งช่วยการทำงานของต่อมไทรอยด์ ให้กระตุ้นการเผาผลาญของร่างกาย ทำให้รู้สึกสดชื่นตื่นตัว ลดความซึมเศร้า ช่วยให้ความจำและระบบประสาททำงานได้ดีขึ้น  และ CoQ10 ยังมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ จึงสามารถช่วยปกป้องการทำลายของอนุมูลอิสระในสมองได้อีกด้วย
  • CoQ10 มีความสำคัญมากสำหรับผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เพราะมีส่วนช่วยในการบรรเทาอาการเจ็บหน้าอกได้ดี ในผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดสูงเกินไป CoQ10 จะยับยั้งไม่ให้คอเลสเตอรอลจับเป็นก้อนอุดตันเส้นเลือด จึงสามารถใช้ในการรักษาโรคหัวใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ (Congestive heart failure) ทั้งนี้เนื่องจาก CoQ10 ทำให้หัวใจทำงานได้ดียิ่งขึ้น ร่างกายส่วนอื่น ๆ ก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพไปด้วย เนื่องจากหัวใจสามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง
  • เนื่องจาก CoQ10 มีคุณสมบัติของการมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และมีคุณสมบัติในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้ CoQ10 มีส่วนในการช่วยป้องกันและรักษาโรคมะเร็งได้  มีงานวิจัยที่พบว่าในผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับระดับคอเลสเตอรอลสูงในกระแสเลือด และผู้ที่ได้รับยากลุ่ม Statin ควรจะรับประทานโคเอนไซม์ Q10 เพิ่มเติม เนื่องจากยากลุ่มดังกล่าวสามารถส่งผลต่อการยับยั้งการสร้าง CoQ10ในร่างกายได้ จึงเป็นสาเหตุให้ระดับ CoQ10 มีไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายนั่นเอง
  • CoQ10 ยังมีส่วนช่วยในการลดการเกิดอนุภาคออกซิไดซ์ของ LDL ที่เป็นคอเลสเตอรอลตัวที่ไม่ดีในกระแสเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดอุดตันทำให้หัวใจขาดเลือดได้ และช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลตัวที่ดี คือ HDL ในกระแสเลือด ซึ่งมีหน้าที่ในการขับคอเลสเตอรอลที่เกินความต้องการออกจากร่างกาย ดังนั้นยิ่งร่างกายมี HDL สูงจึงยิ่งเกิดผลดีต่อร่ายกายได้อีกด้วย การที่ร่างกายมี CoQ10 อย่างเพียงพอ จึงมีความจำเป็นอย่างมากเพื่อคงความสมดุลและชะลอการเสื่อมสภาพของร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

ปัจจัยที่ทำให้ CoQ10 ในร่างกายลดลง มีดังนี้

  •  อายุ : ระดับของ CoQ10 ที่ร่างกายสามารถผลิตขึ้นได้เองตามธรรมชาติในเนื้อเยื่อต่าง ๆ จะมีปริมาณมากที่สุดเมื่ออายุประมาณ 20 ปีเท่านั้น และหลังจากนั้นจะค่อย ๆ ลดลงตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น สังเกตได้ง่าย ๆ จากการที่ผิวหนังบริเวณใบหน้ามีริ้วรอยเหี่ยวย่นตามวัยนั่นเอง
  • โรคบางชนิด : เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลวจากเลือดคั่ง อาการปวดเค้นบริเวณหน้าอก กล้ามเนื้อหัวใจตาย ความดันโลหิตสูง โรคพาร์กินสัน และโรคหืด เป็นต้น ที่จำเป็นต้องได้รับประทานยาลดไขมันในกลุ่ม สแตติน (Statin) ซึ่งยากลุ่มนี้อาจเป็นสาเหตุให้ระดับของ  CoQ10  ในร่างกายลงได้ เนื่องจากขั้นตอนการออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างไขมันคอเลสเตอรอล จึงย่อมจะมีผลยับยั้งการสร้างโคเอนไซม์คิวเท็นไปด้วย

ผู้ที่เหมาะสมที่จะต้องเพิ่ม CoQ10 ให้แก่ร่างกาย

  • ผู้ที่ร่างกายอยู่ในภาวะอารมณ์เครียดและสับสน อาจเกิดจากการที่ร่างกายมี CoQ10 ไม่เพียงพอ ส่งผลให้ระบประสาทและสมองทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ร่างกายจึงตอบสนองด้วยความเครียดและสับสนเนื่องจากขาดพลังงานสำคัญที่ช่วยในการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง
  • ผู้ที่ทำงานหนัก และต้องการรักษาระดับพลังงานในร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ เนื่องจากการทำงานอย่างหนักนั้นร่างกายย่อมต้องใช้พลังงานเป็นจำนวนมาก และเมื่อร่างกายสูญเสียพลังงานออกไปเป็นจำนวนมากยิ่งทำให้ร่างกายอ่อนล้า เหนื่อย เพลีย และอาจนำมาซึ่งการเจ็บป่วยได้ในที่สุด
  • ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วย หรือภูมิคุ้มกันลดลง การที่ร่างกายเจ็บป่วยย่อมแสดงให้เห็นว่าระบบภูมิคุ้มกันร่างกายเสื่อมถอยลง ดังนั้นการเพิ่ม CoQ10 ให้แก่ร่างกายจึงเป็นการเพิ่มพลังงานและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ จึงส่งผลให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงเป็นปกติได้ในที่สุดนั่นเอง
  • ผู้ที่มีความเสี่ยงเรื่องโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง หากร่างกายมี CoQ10 ไม่เพียงพอ จะส่งผลให้เซลล์ต่าง ๆ ในหัวใจทำงานไม่มีประสิทธิภาพ โดยเซลล์บางส่วนอาจไม่บีบตัวทำงาน ทำให้เซลล์ที่เหลือปรับตัวโดยบีบตัวให้ถี่ขึ้น ทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ ผู้ที่มีภาวะดังกล่าวจึงรู้สึกใจสั่น หัวใจเต้นแรง วิงเวียนศีรษะ เนื่องจากหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ และอาจรู้สึกชาที่ปลายนิ้วมือนิ้วเท้า เพราะขาดเลือด รวมถึงมีอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยง่ายมากกว่าปกตินั่นเอง
  • ผู้ที่กำลังต้องการพลังงานเพื่อต่อสู้กับโรคหรือเชื้อโรค เนื่องจาก CoQ10 มีคุณสมบัติของการมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และมีคุณสมบัติในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้ CoQ10 มีส่วนในการช่วยป้องกันและรักษาโรคมะเร็ง รวมถึงโรคอื่น ๆ ได้
  • ผู้สูงอายุและนักกีฬา เนื่องจาก CoQ10 มีคุณสมบัติในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงมีผลทำให้กล้ามเนื้อของนักกีฬาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดอาการล้าของกล้ามเนื้อได้ ในผู้สูงอายุก็มีส่วนช่วยในการลดอาการปวดเมื่อยล้ากล้ามเนื้อได้เช่นเดียวกัน

ปริมาณของ CoQ10 ที่เหมาะสมในการแนะนำให้รับประทานเสริม

      ในการรับประทาน CoQ10 เป็นอาหารเสริม ควรบริโภคในปริมาณ 30-50 มิลลิกรัมต่อวัน CoQ10 ในรูปของอาหารเสริม เป็นสารอาหารที่ละลายได้ดีในไขมัน

จึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในรูปของน้ำมันจึงจะสามารถทำให้ร่างกายดูดซึมได้ดีมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ควรเก็บให้พ้นแสง ในอุณภูมิปกติหรือเย็นแต่ห้ามแช่แข็งเนื่องจากอยู่ในรูปของน้ำมันนั่นเอง

 สำหรับผู้ที่รับประทานยาสแตติน (Statin) เพื่อช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล จะมีส่วนทำให้ CoQ10 ในร่างกายลดลงได้อยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงควรรับประทาน CoQ10ร่วมกับสแตตินด้วย โดยไม่ต้องหยุดการรับประทานยาสเตติน เนื่องจากการรับประทาน CoQ10 ยังไม่พบว่ามีผลข้างเคียงใด ๆ ทั้งในรูปแบบการรับประทานเดี่ยว ๆ และการรับประทานร่วมกับยาสแตติน

            ทั้งนี้การรับประทาน CoQ10 อาจจะต้องใช้ระยะเวลานานกว่า 2 เดือนขึ้นไป กว่าจะเห็นผล และขนาดที่แนะนำให้รับประทานต่อวัน สำหรับวัยผู้ใหญ่คือ 30 มิลลิกรัม แต่สำหรับผู้ที่เป็นโรคชรา หรือเป็นโรคอื่น ๆ ควรรับประทาน 50 – 100 มิลลิกรัมต่อวัน

ผลข้างเคียงจากการรับประทาน CoQ10 คือ หากรับประทานมากเกินไปจะเกิดอาการ คลื่นไส้อาเจียน ผื่นคัน ปวดหัว ท้องเสีย เจ็บหน้าอก เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ มึนงง หงุดหงิด กระสับกระส่าย ตาแพ้แสง อ่อนเพลีย และครั่นเนื้อครั่นตัวได้ ซึ่งนั่นเป็นเพียงอาการข้างเคียงซึ่งเกิดจากการปรับระบบต่าง ๆ ในร่างกายเพื่อให้เข้าสู่ภาวะสมดุลนั่นเอง

ข้อห้ามในการรับประทาน CoQ10 

  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะน้ำตาลในกระแสเลือดต่ำ เพราะการรับประทาน CoQ10 จะมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดยิ่งลดลงไปอีก เนื่องจากใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำตาลสูงนั่นเอง
  • ผู้ป่วยที่เป็นโรคเลือด เพราะ CoQ10 จะออกฤทธิ์ไปลดปริมาณเกล็ดเลือดได้ ทำให้เลือดออกได้ง่าย และหยุดยากมากกว่าคนปกติ
  • ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตต่ำ เนื่องจาก CoQ10 มีส่วนช่วยในการขยายหลอดเลือดจึงมีผลดีต่อการลดความดันโลหิต ซึงถ้าผู้ป่วยมีความดันโลหิตต่ำอยู่แล้วก็จะยิ่งมีผลให้ความดันต่ำลงจนเกิดอันตรายได้
  • หญิงตั้งครรภ์ และแม่ที่ให้นมลูก เนื่องจากคุณแม่ที่เพิ่งตั้งครรภ์ หรือเพิ่งคลอด มีภูมิคุ้มกันต่ำ จึงไม่ควรที่จะเสี่ยงต่อการนำสารแปลกปลอมที่นอกเหนือจากที่ร่างกายผลิตขึ้นเองได้มาใช้ เพราะอาจส่งผลให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ตามมาได้

ยาที่ควรระมัดระวังการใช้ร่วมกับโคเอนไซม์คิวเทน

  • ยารักษาโรคมะเร็ง เช่น ยาเคโมเทอร์ราปี (Chemotherapy) CoQ10 เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ พบว่าสารต้านอนุมูลอิสระอาจมีผลลดประสิทธิภาพของยาบางชนิดที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง
  • ยาลดความดันโลหิต เช่น ยา Captopril, ยา Enalapril , ยา Losartan, ยา Valsartan, ยา Diltiazem, ยา Amlodipine, ยา Hydrochlorothiazide และยา Furosemide(Lasix®) เนื่องจาก CoQ10 มีผลลดความดันโลหิต ดังนั้น การใช้โคเอนไซม์คิวเทนร่วมกับยาลดความดันโลหิต ควรระมัดระวังการเกิดความดันโลหิตต่ำเกินไปจนอาจเป็นลมได้
  • ยาวาร์ฟาริน (Warfarin: Coumadin®) ยานี้ใช้เพื่อชะลอการแข็งตัวของเลือด โดย CoQ10 ออกฤทธิ์ช่วยให้เลือดแข็งตัว ดังนั้นการใช้ CoQ10 อาจลดประสิทธิภาพของยาได้ ดังนั้น หากมีปัญหาการแข็งตัวของเลือดผิดปกติอยู่แล้ว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ CoQ10 นั่นเอง

   **อ้างอิงข้อมูลยาที่ควรระมัดระวังการใช้ร่วมกับโคเอนไซม์คิวเทน : https://www.honestdocs.co/coenzyme-q10